- บ้านทาร์ซานกับการสัมผัสธรรมชาต...
ค่าสมัคร 350 บาท รายเดือน 100 บาท พร้อมโอกาสสร้าง ... More...
09.08.12 22:15
By ธีรภัทร์ - เทคนิคการพับเก็บเต็นท์สปริง
ค่าสมัคร 350 บาท รายเดือน 100 บาท พร้อมโอกาสสร้าง ... More...
09.08.12 22:14
By ธีรภัทร์ - ขึ้นดอย ดูดาว ที่ไหนเหรอ? ก็ น...
ค่าสมัคร 350 บาท รายเดือน 100 บาท พร้อมโอกาสสร้าง ... More...
09.08.12 22:13
By ธีรภัทร์ - แนะนำนิยายออนไลน์น่าอ่าน
พอทดสอบใช้แล้วม ันแปลกๆดีค่ะ มีคำสั่งอะไรที่ สามาร... More...
25.02.12 13:05
By ฟีน่า
ดูแล้วเล่า
ศึกชุมนุมเจ้ายุทธจักร ตอนที่ 2 เดชไอ้ด้วน (One-Armed Swordsman - 1967)
ศึกชุมนุมเจ้ายุทธจักร ตอนที่ 2 เดชไอ้ด้วน (One-Armed Swordsman - 1967)
จางเชอะถือได้ว่าเป็นบุคคลระดับตำนานคนหนึ่งของวงการภาพยนตร์จีนฮ่องกง เขาเริ่มมีบทบาทในฐานะคนเขียนบทเป็นส่วนใหญ่ตั้งแต่ต้นยุค 1960 และเมื่อถึงปี 1967 ชื่อเสียงของจางเชอะก็เริ่มโด่งดังเป็นที่รู้จักไปทั่วไม่เฉพาะแค่ในฮ่องกง ด้วยผลงานเรื่อง One-Armed Swordsman หรือเดชไอ้ด้วน นี่เอง
เนื้อหาในเดชไอ้ด้วน เริ่มขึ้นเมื่อฟางเช็ง (กุ๊ฟง) คนรับใช้ในบ้านฉีลู่ฟง (เถียนฟง) เจ้าสำนักดาบทอง ได้สละชีวิตปกป้องเจ้านายเอาไว้ สร้างความซาบซึ้งให้เจ้าสำนักเป็นอย่างยิ่งจึงได้รับเอาฟางกัง (หวังอยู่) บุตรชายของฟางเช็งมาเป็นลูกศิษย์
ฟางกังเป็นคนขยันขันแข็ง ตั้งใจฝึกวิชาจนเป็นที่รักของอาจารย์แต่เป็นที่ขัดตาของศิษย์บางคน จึงร่วมมือกับซือเม่ย (พานอิ๋งจือ) ธิดาคนเดียวของฉีลู่ฟง กลั่นแกล้งฟางกัง จนซือเม่ยพลั้งมือตัดแขนซ้ายของฟางกังขาดสะบั้น ฟางกังซมซานหนีไปจนไปสลบอยู่ในเรือของเสี่ยวม่าน (เจียวเจียว) สาวชนบทน้ำใจงาม เสี่ยวม่านดูแลฟางกังจนอาการทุเลาลง แถมเธอยังมอบคัมภีร์ครึ่งเล่มที่บิดาเธอทิ้งไว้ให้ก่อนตาย ให้กับฟางกังฝึกปรืออีกด้วย เพราะคัมภีร์วิชาฝีมือครึ่งเล่มนั้นเหลือเฉพาะครึ่งเล่มที่ใช้มือซ้ายในการฝึกปรือ
ขณะนั้นสำนักดาบทองเผชิญการคุกคามจากปีศาจแขนยาว (หยางฉีอิง) ศัตรูเก่าของฉีลู่ฟง โดยที่ปีศาจแขนยาวได้คิดค้นวิธีการสกัดกั้นดาบทองอันเป็นอาวุธคู่กายของคนในสำนักดาบทอง พร้อมกับได้ลอบฆ่าศิษย์ของสำนักดาบทองเป็นจำนวนมาก ก่อนที่จะบุกสำนักเพื่อสังหารล้างสำนักในคราเดียว
ฟางกังรับรู้ข่าวจากศิษย์สำนักดาบทองคนหนึ่งที่ใกล้จะตาย เขาจึงเดินทางกลับสำนักเพื่อช่วยเหลืออาจารย์ และที่สำนักเขาต้องเผชิญหน้ากับปีศาขแขนยาวที่ถนัดการใช้อาวุธยาว ดาบหักและคนแขนด้วนอย่างต้องเผชิญกับศึกหนักเพื่อปกป้องเกียรติภูมิของสำนัก
บทภาพยนตร์ของเดชไอ้ด้วนที่เขียนโดยเหง่ยคังและจางเชอะอยู่ในขั้นสมบูรณ์ทีเดียว หนังมีการวางเงื่อนไขปูเรื่องก่อนที่จะตามเก็บรายละเอียดในภายหลัง โดยเฉพาะเรื่องราวของฟางกังหลังต้องประสบเคราะห์กรรมแขนขาด เขาใช้ดาบหักที่เป็นสมบัติของบิดาเมื่อครั้งสละชีวิตช่วยเจ้านายมาเป็นอาวุธ เข้าทำนอง คนพิการดาบชำรุด นั่นเอง และยังได้ฝึกวิชาจากคัมภีร์ที่เหลือเพียงครึ่งเล่มอีกต่างหาก
ในช่วงต้นเรื่องที่ซือเม่ยพลั้งมือตัดแขนฟางกังจนขาด มีกลิ่นอายของมังกรหยกภาค 2 หรือจอมยุทธ์อินทรีแขนเดียวอยู่ แต่เรื่องราวต่อจากนั้นไม่มีส่วนใดคลับคล้ายกันเลย หนังสามารถสร้างบุคลิกของตัวเองได้เป็นอย่างดี
ที่น่าสนใจอีกประการคือสองตัวละครหญิงในเรื่อง โดยปกติในหนังของจางเชอะเรื่องของสตรีแทบจะไม่ถูกกล่าวถึง แต่ในเรื่องเดชไอ้ด้วน หนังสามารถสร้างตัวละครหญิงที่เป็นที่จดจำได้ถึงสองคน คนแรกคือซือเม่ย ธิดาบู๊ลิ้มที่เอาแต่ใจ เธอหลงรักฟางกังแต่เขาเองมีท่าทีเย็นชาต่อเธอทำให้เธอไม่พอใจ และอาจเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้พลั้งมือทำร้ายฟางกัง เพียงเพราะต้องการจะเอาชนะ แต่นั่นกลับทำให้เธอยิ่งต้องพ่ายแพ้
พานอิ๋งจือที่รับบทเป็นซือเม่ยดูแล้วเหมาะสมกับบทมาก ใบหน้าที่ดูผุดผาดสวยงามแต่แฝงไว้ด้วยความดื้อรั้นเอาแต่ใจ อันที่จริงเธอเป็นนักแสดงที่สวยคนหนึ่ง น่าเสียดายที่มักจะไม่ค่อยได้รับบทบาทที่ดีเช่นนี้บ่อยนัก
สำหรับบทเสี่ยวม่านแทบจะแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง เสี่ยวม่านเป็นสตรีที่ดูนุ่มนวลอ่อนหวาน ความมีน้ำใจของเธอทำให้ฟางกังซาบซึ้งจนเกิดเป็นความรัก เสี่ยวม่านเป็นผู้หญิงที่เข้าใจในผู้ชายนักสู้อย่างฟางกัง เธอเคยเล่าให้ฟางกังฟังว่ามารดาของเธอไม่อยากให้บุตรีมีความรักกับคนในยุทธจักร หาสามีเป็นชาวไร่จะมีความสุขมากกว่า น่าเสียดายที่เสี่ยวม่านทำไม่ได้ เพราะเธอมีใจให้ฟางกังไปเสียแล้ว
เจียวเจียวเป็นอีกคนที่เหมาะสมกับบทเสี่ยวม่าน แม้เธอจะไม่ใช่คนสวยมากแต่ก็ดูอ่อนหวานโดยเฉพาะรอยยิ้มที่ดูสดใสจริงใจ ซึ่งเจียวเจียวมีบทหลากลายให้ได้แสดงต่อจากนี้จนเป็นหนึ่งในนักแสดงหญิงที่มีชื่อเสียง แต่หลายคนจดจำเธอจากบทบาทหญิงสาวที่แสนนุ่มนวลในเรื่องเดชไอ้ด้วนได้มากที่สุด
ในช่วงท้ายของหนังกลับมาว่าเรื่องราวของการแก้แค้นและการต่อสู้เพื่อศักดิ์ศรี สำนักดาบทองต้องพบกับศัตรูที่ตึงมือโดยเฉพาะเมื่อศัตรูคิดค้นวิธีในการโค่นพวกเขา กว่าจะรู้ตัวศิษย์มือดีของสำนักต่างล้มตายไปจำนวนมาก เหลือเพียงฟางกังเท่านั้นที่เป็นความหวัง
ปีศาจแขนยาวถนัดการใช้อาวุธยาว อาทิ หอกซัดและแส้ ในขณะที่ฟางกังมีเพียงดาบหักที่สั้นเพียงไม่กี่นิ้วเป็นอาวุธเพียงอย่างเดียว แต่การที่เหลือเพียงแขนเดียวก็เป็นประโยชน์กับฟางกังในที่สุด
คิวบู๊ในเรื่องทำได้อย่างลื่นไหล แม้จะไม่มีฉากใดที่ดูหวือหวาเป็นพิเศษ แต่ก็ดุดันในแบบฉบับของจางเชอะที่คนดูคุ้นเคย และยังดูได้เร้าใจแม้เวลาจะผ่านมานานหลายสิบปี
มาจนถึงวันนี้ เดชไอ้ด้วน กลายเป็นหนังขึ้นหิ้งไปแล้ว ไม่ใช่เพราะกาลเวลา แต่เป็นเพราะคุณภาพของหนังอย่างแท้จริง
แก้ไขล่าสุด (วันเสาร์ที่ 21 มกราคม 2012 เวลา 22:51 น.)




2009 Writesara.com