- ปฏิบัติธรรม วัดถ้ำเขาวง อ.ปากช่อง จ.นครราชสีมา (8)
- ทริปนี้ "มันส์ ติดเม้าท์" ในคืนฝนพรำที่ อช.แม่เมย อช.ลานสาง ตากสิน อช.แม่วงก์ ช่องเย็น (6)
- เมื่อไม่ได้ไปเที่ยวก็เปลี่ยนเป็นปฏิบัติธรรม (5)
- กลางดงควันปืน ตอนที่ 1 เสาร์ 5 (พ.ศ.2519) (3)
- ไปสงกรานต์เล่นน้ำ...เอ่อ....เอ่อ....เอ่อ....น้ำเอ่อ (6)
- (โหมดซึ้ง) ลูกศิษย์ยุคใหม่ส่งSMSกราบอวยพรวันครู (4)
- โปรแกรมควบคุมอาหาร 13 วัน (8)
- ร้อง เต้น เป็น เรื่อง ตอนที่ 1 The Sound of Music (1965) (1)
- ณ ที่นี่มีรัก ตอนที่ 6 My Best Friend’s Wedding (1997) (2)
- ไข่เจียว........สูตรเด็ด (9)

![]() | Today | 7 |
![]() | Yesterday | 94 |
![]() | This week | 299 |
![]() | Last week | 521 |
![]() | This month | 525 |
![]() | Last month | 2829 |
![]() | All days | 24443 |
Your IP: 38.107.191.98
,
Today: 08 กันยายน 2010
เที่ยวไปกับปุบปับทัวร์
On&Off Road ห้วยแม่ขมิ้น-ถ้ำธารลอด ครั้งที่ 2 ปิดโปรเจคซะที
On&Off Road ห้วยแม่ขมิ้น-ถ้ำธารลอด ครั้งที่ 2 ปิดโปรเจคซะที

On & Off Road ห้วยแม่ขมิ้น-ถ้ำธารลอด
กลับมาอีกครั้งกับทริปสู่ห้วยแม่ขมิ้น-ถ้ำธารลอด ซึ่งคราวก่อน ทริปมันส์ๆ ที่กาญจนบุรี พวกเราได้มาเยี่ยมเยือนน้ำตกแม่ขมิ้นในช่วงหน้าฝนกัน คราวนี้กลับไปสัมผัสห้วยแม่ขมิ้นหลังฝนกับต้นหนาวกันสักครั้งจะให้บรรยากาศต่างกันยังไงบ้าง
การเดินทางของปุบปับทัวร์ครั้งนี้จะวางแผนจะทดลองใช้เส้นทาง OFFRoad โดย
20 พฤศจิกายน 2552 :: OFFRoad ไป ห้วยแม่ขมิ้น เส้นทางนี้หินมาก
เราไปตามเส้นทางจากถนนเส้น 323 จากไปทางทองผาภูมิ แล้วเมื่อถึงกม.ที่ 110 ก็เลี้ยวขวาเข้าทางนิคมสหกรณ์เพื่อที่จะไปน้ำตกห้วยแม่ขมิ้น โดยเราได้ข้อมูลเบื้องต้นมาจากแผนที่นี้ค่ะ

ภาพจาก : http://www.triton4x4club.com/webboard/index.php?topic=4268.0
อย่างที่บอกไว้ว่าเราจะลุยไปตามเส้นทาง OFFRoad เพราะฉะนั้นทุกคนเลยเตรียมตัวมาพร้อมที่จะรับกับความขรุขระของถนน ซึ่งก็ไม่ผิดหวังเพราะตลอดเส้นทางนี้มีโยกเยกกันจนหัวสั่นหัวคลอน เส้นทางที่จะไปนี้หินจริงๆ ต้องใช้ความชำนาญเป็นพิเศษ หินมากๆ หินทั้งนั้น หมายถึงเส้นทางมีหินตลอดทางค่ะ

ภาพจาก Google Maps : เส้นทางในวันแรก
พอกลับมาจากทริปนี้ เช็คแผนที่แล้วปรากฏว่าวันนี้เราตลุยไต่เขากันมาค่ะ (แผนที่นี้เป็นภาพถ่ายดาวเทียม สีเขียวยิ่งทึบก็แสดงว่ายิ่งเป็นที่สูง ซึ่งคือภูเขานั่นเอง)

จุดเริ่มต้นของความขรุขระ
หลังจากขับไปสักพักหนึ่งก็เจอจุดพักจุดแรก หน่วยพิทักษ์ อช.เขื่อนศรีนครินทร์ ที่ สร.11 "เนินสวรรค์"

หน่วยพิทักษ์ อช.เขื่อนศรีนครินทร์ ที่ สร.11 "เนินสวรรค์"
ที่พักตรงจุดนี้จะเป็นจุดชมวิวที่สวยมาก ท้องฟ้าสีฟ้าตัดกับทิวเขา ลมเย็นสบายของฤดูหนาวทำให้รู้สึกสดชื่นมาก จากที่พักตรงนี้จะไม่มีจุดพักอีกจนกว่าจะถึงห้วยแม่ขมิ้น เพราะฉะนั้นก็จัดการเข้าห้องน้ำให้เรียบร้อยก่อนเริ่มเดินทางกันต่อ

ดอกบัวตองบนทางขรุขระ
เริ่มเดินทางกันต่อบนเส้นทางสายหินที่ยังคงเต็มไปด้วยหินอีก 33 กิโลเมตร ระหว่างสองข้างทางของถนนเต็มไปด้วยต้นไม้และหญ้าสูงท่วมหัว บางต้นก็แวะเข้ามาทักทายในรถ งานนี้กว่าจะถึงห้วยแม่ขมิ้น คนที่นั่งติดหน้าต่างก็คงจะหัวแดงไปด้วยฝุ่น
จนถึงทางแยกที่มีป้ายชี้ว่าถ้าเลี้ยวซ้ายจะไปโรงเรียนซึ่งถนนทางด้านนี้จะดีกว่าอีกทาง ส่วนอีกทางที่ไม่มีป้ายบอกจะเป็นถนนสายเล็กๆ เพราะฉะนั้นรถของพวกเราก็เลยยังคงไปตามทางเดิมที่ถนนดูเล็กลงและหญ้าดูรกหนาขึ้น ยิ่งขับเข้าไปเรื่อยๆ ถนนก็ยิ่งเล็กลงจนคิดว่าถ้าหากมีรถสวนทางเข้ามาจะเบี่ยงหลบกันได้ยังไง จนในที่สุดก็มีเสียงดังออกมาว่า
"หวังว่าคงไม่มีเด็กมาดึงป้ายออก(แบบในหนังนะ)"
........
"ไม่แน่นะพี่" ในที่สุดก็มีเสียงตอบกลับมาหลังจากคิดว่าเส้นทางมันเล็กเกินไปหรือเปล่า
รถยังคงวิ่งต่อไปในเส้นทางสายกระทัดรัดจนในที่สุดก็พบทางแยกที่มีป้ายชี้บอกทางว่าไปโรงเรียน!!!
อ้าว!!! แปลว่าถ้าวิ่งมาทางซ้ายก็จะมาถึงตรงนี้ด้วยถนนที่ใหญ่และดีกว่าทางที่พวกเราขับรถเข้ามาเมื่อกี้เหรอ (มีลางว่าจะได้กินหญ้ากันอีกแล้วทริปนี้ - -")
ราวๆ บ่ายสามโมงก็ถึงห้วยแม่ขมิ้นจุดหมายปลายทางของวันนี้ อุทยานแห่งชาติเขื่อนศรีนครินทร์ - ห้วยแม่ขมิ้น
อุทยานแห่งชาติเขื่อนศรีนครินทร์
อุทยานแห่งชาติเขื่อนศรีนครินทร์ มีพื้นที่ครอบคลุมอยู่ในท้องที่อำเภอไทรโยค อำเภอศรีสวัสดิ์ และอำเภอทองผาภูมิ จังหวัดกาญจนบุรี ประกอบด้วยเอกลักษณ์ทางธรรมชาติที่สวยงาม เช่น น้ำตก น้ำพุร้อน ถ้ำ และเกาะแก่งต่างๆ ในอ่างเก็บน้ำเหนือเขื่อนศรีนครินทร์ที่มีทิวทัศน์สวยงาม
น้ำตกห้วยแม่ขมิ้น
อยู่ห่างจากที่ทำการอุทยานแห่งชาติเพียง 100 เมตร เป็นน้ำตกที่สวยงามมากที่สุดแห่งหนึ่งของประเทศไทย เกิดจากลำห้วยแม่ขมิ้นที่ไหลผ่านเทือกเขาหินปูนลดหลั่นลงมาเป็นชั้นๆ ก่อให้เกิดน้ำตกที่สวยงามทั้งหมด 7 ชั้น คล้ายกับน้ำตกเอราวัณ แต่ละชั้นมีชื่อเรียกเรียงลำดับจากชั้นที่ 1 - 7 ดังนี้ คือ ดงว่าน ม่านขมิ้น วังหน้าผา ฉัตรแก้ว ไหลจนหลง ดงผีเสื้อ และร่มเกล้า ระยะทางรวม 2,270 เมตร
การเดินทางมาห้วยแม่ขมิ้นครั้งนี้มาถึงจุดหมายเร็วกว่าที่คาดไว้ ซึ่งถือว่าผิดปกติมากในการมาถึงที่พักก่อนพระอาทิตย์ตกดิน การมาถึงที่พักเร็วกว่าที่เคยทำให้เกิดคำถามว่าแล้วเราจะทำไรต่อดี แล้วก็ตัดสินใจได้ว่าหลังจากได้กุญแจบ้านพักแล้วก็ไปหาข้าว(กลางวัน)กินกัน จากนั้นค่อยเข้าบ้านพักเอาของเก็บ แล้วค่อยชมความงดงามของห้วยแม่ขมิ้น

บ้านพักที่ อช.เขื่อนศรีนครินทร์ - ห้วยแม่ขมิ้น
เมื่อขนของลงเรียบร้อยแล้วเราก็ไปยังท่าแพขนานยนต์ จุดที่พวกเราเคยใช้บริการข้ามน้ำมาที่ห้วยแม่ขมิ้นเมื่อคราวก่อน การมาห้วยแม่ขมิ้นนั้นสามารถมาได้หลายทาง ขึ้นอยู่กับความชอบและพาหนะของแต่ละคน เช่น
- มาทางเส้นทางหลวงสาย 3199
- แล้วข้ามแพขนานยนต์ 1 วิ่งไปอีกสักพักก็ถึงท่าแพขนานยนต์ 2 เพียงแค่นี้ก็สามารถมาถึงห้วยแม่ขมิ้นได้แล้ว
- หรือแล้วตัดเข้าเส้นทาง OffRoad แถว อช. น้ำตกเอราวัณ
- มาทางเส้นทางหลวงสาย 323 แล้วตัดเข้าถนน OffRoad แถวนิคมสหกรณ์อย่างที่พวกเราเดินทางในทริปนี้ก็ได้ค่ะ

ท่าแพขนานยนต์
ตรงจุดนี้จะเป็นจุดที่รถจะลงจากแพแล้วขับไปยังห้วยแม่ขมิ้น จากที่พวกเรามาเมื่อปี 48 น้ำในบริเวณนี้จะลดลงไปเยอะกว่านี้มาก ซึ่งทำให้เกิดความสงสัยว่าทำไมน้ำถึงขึ้นมาเยอะขนาดนี้ ก็ได้คำตอบจากพี่ไอค์ว่า ช่วงก่อนที่เรามากันเป็นช่วงต้นฝนทำให้ปริมาณน้ำในเขื่อนน้อยกว่าตอนนี้ที่เป็นช่วงปลาย(จนสุด)ฝน น้ำในเขื่อนเลยมีปริมาณมากกว่าช่วงก่อน
ร้านอาหารตรงท่าแพขนานยนต์ใจดีมาก พอเห็นเรามาชมวิวก็บอกให้เข้ามานั่งชมในร้านได้ แล้วเราก็เจอเจ้าหมาตัวเดิมที่เคยเจอเมื่อ 5 ปีก่อนซึ่งตอนนี้แก่ลงไปมากแล้ว แต่ยังคงไว้ซึ่งความอ้วนบึกอย่างเดิม
หลังจากชมวิวกันจนพอใจก็ขับรถกลับไปจอดรถที่บ้านพักแล้วเดินเท้าไปดูน้ำตกห้วยแม่ขมิ้นกัน

ภาพหมู่ที่ห้วยแม่ขมิ้น
น้ำตกห้วยแม่ขมิ้น ชั้น 4 ฉัตรแก้ว
น้ำตกห้วยแม่ขมิ้น ชั้น 3 วังหน้าผา
น้ำตกห้วยแม่ขมิ้น ชั้น 2 ม่านขมิ้น
รวมห้วยแม่ขมิ้น
รวมห้วยแม่ขมิ้น
รวมห้วยแม่ขมิ้น
เมื่อเดินชมความงามของห้วยแม่ขมิ้นเรียบร้อยแล้วก็เดินกลับเข้าที่พัก ตอนเดินกลับพวกเรามีเพื่อนร่วมคณะเพิ่มขึ้นอีกหนึ่งนั่นคือ แมวสีดำตาเสียข้างหนึ่ง เจ้าแมวตัวนี้เป็นแมวที่นิสัยแปลกมากเพราะพอมาถึงบ้านพักปุ๊บมันก็เริ่มเดินสำรวจสถานที่ เข้าห้องที่หนึ่ง ห้องที่สอง ห้องที่สามเหมือนหนึ่งว่าบอร์ดี้การ์ดกำลังเดินสำรวจหาสิ่งแปลกปลอมในที่พัก หลังจากที่เจ้าแมวตัวนี้สำรวจที่พักเสร็จ เขาก็เริ่มเดิมสำรวจระเบียง เมื่อสำรวจครบทุกๆ ส่วนในบ้าน เจ้าแมวก็ไปพักผ่อนตามอัธยาศรัย!!!
เย็นวันนี้พวกเรากินกับข้าวที่พี่จุ๋มเตรียมไว้ เช่น ข้าวเหนียว หมูทอด เนื้อทอด ผัดวุ้นเส้น ปลาทอด รวมถึงเมนูพิเศษ ปลาร้าทอด ซึ่งซื้อมาจากร้านค้าในอุทยาน ดาริฯ ลงทุนถึงขนาดใช้มือคลุกข้าวกิน (เพราะก้างปลาร้าเล็กมาก) หลังอาหารมื้อนี้ เจ้าเหมียวตัวดำก็ได้กินผัดวุ้นเส้นเป็นอาหารเย็น
หลังอาหารทุกคนเริ่มทะยอยอาบน้ำ บ้านพักในอุทยานดีมาก สะอาด มีผ้าเช็ดตัว มีน้ำอุ่น มีไฟฟ้า มีตู้เย็น อย่างกับพักรีสอร์ทเลย คืนนี้นอกจากการประชุมเรื่องการทำเว็บแล้วยังมีวาระแห่งชาติว่าด้วยการไปเที่ยวครั้งต่อไปจะไปที่ไหนกันดี!!!
21 พฤศจิกายน 2552 :: On & OFFRoad ไป ถ้ำธารลอดใหญ่ อช.เฉลิมรัตนโกสินทร์ เส้นทางเรียบแต่ใจระทึก
เช้าวันนี้ตื่นขึ้นมาเห็นพระอาทิตย์ขึ้นที่ขอบภูเขาพอดี จะไปปลุกตา(ยาย)กล้องมาถ่ายรูปก็คงไม่ทัน นั่งดูพระอาทิตย์ขึ้นไปกินกาแฟที่พี่จุ๋มเตรียมไว้ให้น้องๆ อย่างสบายใจ พอสายก็เริ่มอาบน้ำเตรียมออกเดินทาง

ภาพหมู่ที่บ้านพัก อช.
รวมห้วยแม่ขมิ้น
ก่อนกลับจับเจ้าเหมียวมาถ่ายภาพด้วยซะหน่อยในฐานะเป็น พนักงานรักษาความปลอดภัยยอดเยี่ยมแห่งปี นั่งเฝ้าตั้งแต่มาถึงจนถึงเวลาจะกลับเลย

อุทยานแห่งชาติเขื่อนศรีนครินทร์
อุทยานแห่งชาติเขื่อนศรีนครินทร์
เริ่มออกเดินทางอีกครั้ง คราวนี้เราจะเดินทางออกจาก อช.เขื่อนศรีนครินทร์ ไปทาง OffRoad อีกครั้งเพื่อไป อช. เฉลิมรัตนโกสินทร์ วันนี้ใช้เวลาในการเดินทางทั้งวันด้วยเส้นทางที่แปลกๆ พอเรากลับมาดูแผนที่ก็พอจะแบ่งได้เป็น 3 ช่วงค่ะ คือ

ถนนเส้นทางช่วงที่ 1
ช่วงที่ 1 ทาง OffRoad จากน้ำตกห้วยแม่ขมิ้นมายังน้ำตกเอราวัณ สังเกตว่าแอ่งน้ำบนเขื่อนศรีนครินทร์จะอยู่ทางซ้ายมือของเรา (หมายถึงเมื่อเราอยู่บนรถตอนที่วิ่งมา) ค่ะ

ภาพจาก Google Maps : เส้นทางช่วงที่ 1
ความสนุกสนานของเส้นทางนี้มีให้เห็นเป็นระยะเลยค่ะ ไม่ว่าจะเป็นรถที่วิ่งสวนทางมาก ตอนแรกยังแซวกันเล่นๆ ว่าถ้าเจอคำถามว่า ฮอนด้าแจสมาได้หรือเปล่าทางนี้จะตอบว่ายังไง แต่พอเป็นรถตู้วิ่งเข้ามาได้ก็เลยได้คำตอบว่า ฮอนด้าแจสมาได้ค่ะ (แต่รถจะพังหรือเปล่าไม่รู้นะ ฮา...)

ถ้ำพระธาตุ
ระหว่างทางแวะที่ ถ้ำพระธาตุ (อช.เอราวัณ) โดยตอนแรกที่มาถึงคิดว่าจะแวะเข้าไปดู แต่พอเห็นเส้นทางขึ้นเขา 400 เมตรแล้วเปลี่ยนใจเพราะวันนี้เราต้องทำเวลาเพื่อเดินทางไปถ้ำธารลอดใหญ่ด้วย จึงซื้อกล้วยกับกินข้าวกลางวันก่อนออกเดินทางต่อ หลังจากออกมาจากถ้ำพระธาตุแล้วจะได้เห็นวิวของเขื่อนศรีนครินทร์สวยมาก ตรงบริเวณนั้นจะมีร้านอาหารสำหรับนั่งกินข้าวชมวิวด้วย เสียดายที่พวกเรากินข้าวกันมาแล้วไม่งั้นคงได้วิวสวยๆ มาให้ชมกันบ้าง

ถนนเส้นทางช่วงที่ 2
ช่วงที่ 2 ทาง OnRoad จากน้ำตกเอราวัณ ผ่านอำเภอศรีสวัสดิ์ ถึงถ้ำองจุ ซึ่งเป็นทางที่เรากำลังหาทางไปถ้ำธารลอด สังเกตว่าแอ่งน้ำจากเขื่อนก็ยังอยู่ทางซ้ายมือของเรา (ตอนที่เราอยู่ในรถ) เพราะเราวิ่งมาอีกทางหนึ่งขึ้นไปค่ะ ตลอดเส้นทางบนถนนเรียบๆ จะเป็นยังไงก็อย่าไปสนใจเลยค่ะ ทางเรียบๆ จะมีอะไรน่าสนใจเนอะ (ความจริงคนเขียนบันทึกหลับ ก็เลยไม่รู้จะเล่าอะไร ฮิๆ)

ภาพจาก Google Maps : เส้นทางช่วงที่ 2
ช่วงที่ 3 คือช่วงที่เราคิดว่าจะเจอทาง OffRoad แต่ไปเจอทาง OnRoad ที่วิ่งผ่านเส้นทางอะไรก็ไม่รู้ (ตอนนั้นเราคิดแบบนั้น) แปลกๆ วังเวงๆ และกลัวที่จะหลงเพราะเส้นทางไม่เหมือนในแผนที่ที่เรามี (แต่ปรากฏว่าเมื่อกลับมาเช็คแผนที่เล่มอื่น คือเล่มอื่นน่ะมี ว้า!!! แย่จัง) คือทางจากถ้ำองจุ ถึง อุทยานแห่งชาติเฉลิมรัตนโกสินทร์หรือถ้ำธารลอดน้อยค่ะ ซึ่งถ้ำธารลอดใหญ่ก็จะอยู่ในช่วงเส้นทางนี้ แต่แยกขวาออกมาเป็นเส้นทาง OffRoad ที่เราก็ขับโยกเยกๆกันเข้าไปชมด้วย ตามภาพด้านบนนั่นเองค่ะ
สังเกตว่า ทางที่เราวิ่งมาช่วงนี้ในแผนที่จะเขียวทึบไปหมด นั่นหมายถึงเราวิ่งมาบนยอดเขาสูงน่ะค่ะ

ภาพจาก Google Maps : เส้นทางช่วงที่ 3

ถนนเส้นทางช่วงที่ 3
ความระทึกของเส้นทางสายเรียบช่วงที่ 3 นี้เกิดจากการที่แผนที่ที่เรามีมันไม่เหมือนกับถนนที่เรากำลังมุ่งไป เพราะว่าในหนังสือเส้นทาง OffRoad และ หนังสือแผนที่เส้นทางหลวงนั้น ถนนลาดยางจะหมดลงตรง ถ้ำองจุ แต่...ทำไมพวกเราขับรถไปเรื่อยๆ กับยังมีทางลาดยางไปเรื่อยๆ อย่างไม่สิ้นสุดแบบนี้ ทางคด-เคี้ยว-ลึก-เหว-ผา-ชัน-หญ้ารก-หินถล่ม ที่เห็นเป็นระยะตลอดระยะเวลาที่ขับรถไปบนถนนสายนี้ ถนนสายนี้เป็นถนนสายที่สวยมากค่ะ ในบางมุมจะเห็นเหวลึกจนสุดลูกหูลูกตาและภูเขาที่ทอดยาวออกไปไกลๆ ภาพจากตัวถนนจะปรากฎหญ้ารถกินเข้ามาถึงตัวถนนลาดยาง บางที่ก็มีใบไม้แห้งตกอยู่ประปราย บางทีก็เจอก้องหินที่ถล่มลงมาปิดทางอยู่ครึ่งถนน นานๆทีจะมีรถสวนทางมาให้ชื่นใจสักทีว่าเส้นทางนี้ไม่ใช่เส้นทางในภาพลวงตา ระหว่างที่ชื่นชมธรรมชาติกับความโดดเดี่ยวของเส้นทางสายนี้ ต่างคนก็ต่างคิด (ออกมา) นอกใจว่า
- ขับๆ ไปจะไปสุดชายแดนไทย-พม่าหรือเปล่า
- ขับๆ ไปจะไปโผล่ที่ดินแดนสนธยา หรือเปล่า เคยอ่านเจอในหนังสือที่ขับรถจากที่หนึ่งทะลุไปอีกที่หนึ่ง
- ขับๆ ไปแล้วถนนขาด พร้อมป้าย "หมดงบประมาณ"
- เออ...หรือว่าเลี้ยวผิดทางหรือเปล่า
ในภาวะที่ต่างคนต่างคิดนอกใจกันอยู่นั้น ป๋าก็คุยกับพี่ไอค์ว่า
"พี่น้ำมันจะไม่พอนะ"
อ้าว!!!
เท่านั้นก็ปลุกทุกคนให้ลุกขึ้นมานั่งชื่นชมความงามของถนนที่รถเรากำลังวิ่งไปอยู่ จากการเฝ้าจับตาดูหลักกิโลเมตรที่คงซ่อนเข้าไปในดงหญ้าที่นานๆ ทีที่หลักกิโลเมตรจะออกมาทักทายบอกพวกเราว่าขณะนี้เราอยู่ตรงไหน ในขณะที่สายตาก็เฝ้ามองหาป้ายบอกทางว่าเส้นทางที่เรากำลังขับรถผ่านไปนั้นเป็นเส้นทางที่ถูกต้องหรือไม่ แต่รอแล้วรอเล่าเฝ้าแต่รอเพราะป้ายบอกทางไม่ยอมออกมาทักทายกันบ้างเลย

ไต่เขา
ช่วงที่แต่ละคนกำลังใจเต้นระทึกอยู่นั้นก็เจอรถจอดอยู่ข้างทางพร้อมมอร์เตอร์ไซด์อีก 4 คัน ป๋ากับพี่ไอค์ตัดสินใจจะจอดถามว่าพวกเรามาถูกทางหรือเปล่า แต่...เราคิดออกมานอกใจทันทีว่า รถอะไรมาจอดในถนนแบบนี้ ไม่มีป่าให้หาของป่า น่ากลัวมากๆ เลยบอกป๋าไปว่า
"พี่อย่าถามเลยท่าทางน่ากลัวจะเป็นพวกค้ายาหรือเปล่าก็ไม่รู้" (นั่น!!! ความกลัวทำให้คิดอะไรน่ากลัวๆ ไว้ก่อน ฮา..) แต่จะเป็นโชคดีที่เขาไม่ได้ค้ายาหรือจะเป็นเพราะเขาค้าเลยกลัวคนเห็นหรือจะเป็นเพราะอะไรไม่รู้ รู้แต่ว่า ป๋ากับพี่ไอค์เดินลงไปเรียกแล้วไม่เจอคนจึงกลับขึ้นรถมา เมื่อป๋าขับรถอีกครั้งจึงถามทุกคนว่า
"เอาไง จะไปต่อหรือจะกลับ" ป๋าถามมา
"กลับแล้วน้ำมันจะพอไปถึงอีกด้านของเขาเหรอพี่" เราถามไป
"พอ แต่ถ้าไปต่อ ไม่รู้(เส้นทาง)ว่าจะไปถึงไหน" ป๋าตอบกลับมา พร้อมๆ กับการใช้ความคิดของแต่ละคน
"อีกสักพักก็ถึงหมู่บ้านแล้วนี่ป๋า ไว้รอถามที่หมู่บ้านแล้วค่อยตัดสินใจดีกว่า" พี่จุ๋มสรุปและตัดสินใจมา
รถของเราจึงมุ่งหน้ต่อไปยังหมู่บ้านข้างหน้า แค่ไม่กี่นาทีก็พบกับเจ้าหมาข้ามถนน (ข้ามถนนจริงๆ นะไม่ได้ข้าง เพราะหมากำลังข้ามถนนจริงๆ) ซึ่งจากการอนุมานของดาริฯ ทำให้ได้ข้อสรุปว่า "ที่ใดมีหมาที่นั่นต้องมีบ้านคน" หลังจากผ่านเจ้าหมามาแล้วก็พบกับบ้านคนอยู่ไม่ไกล ห่างจากบ้านคนมาเล็กน้อย เราได้พบกับป้ายบอกทางไปโรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดน ซึ่งตรงด้านหน้ามีร้านขายของอยู่ด้วย ป๋าไม่ลังเลที่จะจอดรถถามทางในทันใด

ร้านค้าทางเข้าโรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดน
จากการถามทำให้ทราบว่าพวกเรามาถูกเส้นทางแล้ว ถนนสายนี้ถูกปรับเปลี่ยนจาก OffRoad เป็นถนนลาดยางมา 3 ปีแล้ว (แต่หนังสือ OffRoad ที่เรามีรวมถึงหนังสือเส้นทางถนนหลวงปี 2552 ยังไม่อัพเดทข้อมูล) หลังจากที่ป๋ากับคุณพี่คนนั้นคุยกันอย่างถูกคอประหนึ่งนั่งโขลกหมากรุกกันมา 3 กระดาน ก็เลยเติมน้ำมันที่ร้านและซื้อขนมของกิน รวมเข้าห้องน้ำให้เรียบร้อยพร้อมออกเดินทางกันต่อ ...ขอบคุณคุณพี่เจ้าของร้านขนม+น้ำมันด้วยค่ะที่ทำให้ข้อมูล _/|\_

ป้ายบอกทางที่เฝ้ารอมากว่า 40 กิโลเมตร
หลังจากออกจากร้านขายของไม่กี่นาทีเราก็พบกับป้ายที่เราเฝ้าใฝ่ฝันหามาตลอดระยะทางที่วิ่งอยู่บนเขา "ป้ายบอกระยะทางไปถ้ำธารลอด" เฮ้อ!! คุณป้าย คุณจะมาให้เร็วกว่านี้หน่อยไม่ได้เหรอ

ทาง Offroad เข้าถ้ำธารลอดใหญ่
จากจุดนี้ไปบนถนน OnRoad อีก 15 กิโลเมตรแล้วเลี้ยวเข้าทาง OffRoad อีกกี่กิโลไม่รู้จำไม่ได้ แหะๆ ระยะทางช่วง OffRoad ตรงเส้นทางนี้เป็นเส้นทางในฝันเลย เพราะคิดว่าจะต้องได้เจอทางแบบนี้ก็ได้เจอจริงๆ บรรยากาศเย็นสบาย รถจะวิ่งไปจนสุดทางที่ "วัดถ้ำธารลอดใหญ่" ซึ่งพวกเราจะจอดรถตรงนี้เพื่อเดินไปถ้ำธารลอดใหญ่ค่ะ

ทางเข้าถ้ำธารลอดใหญ่
ถ้ำธารลอดใหญ่
ถ้ำธารลอดใหญ่มีลักษณะคล้ายสะพานหินธรรมชาติ มีความกว้าง 60 เมตร ตัวถ้ำด้านล่างยาว 60 เมตร กว้าง 40 เมตร และสูง 40 เมตร บนเพดานถ้ำมีโพรงขนาดใหญ่ที่แสงแดดส่องลอดเข้ามาในถ้ำได้ ทำให้ภายในถ้ำสว่างและมีต้นไม้ใหญ่ขึ้นอยู่ตามพื้นถ้ำ ที่ฟากหนึ่งของผนังถ้ำมีภาพเขียนสีรูปพญานาค ซึ่งชาวกะเหรี่ยงเชื่อว่าถ้ำแห่งนี้เคยเป็นที่อยู่ของพญานาค นอกจากนี้แล้วยังมีหลักฐานปรากฏว่าบริเวณนี้เป็นที่ฝังศพของมนุษย์โบราณ

ถ้ำธารลอดใหญ่
ถ้ำธารลอดใหญ่มีพระพุทธรูป รอยพระพุทธบาทจำลองประดิษฐานอยู่ หลังจากไหว้พระเพื่อเป็นสิริมงคลกับตัวแล้วก็เริ่มหามุมถ่ายรูปกัน ถ่ายภาพแบบธรรมดาไม่ได้เลยต้องหามุมแปลกๆ เช่นภาพชี้ปล่อง ภาพอาทิตย์ส่องแสงอยู่บนหัว ฯลฯ

ถ้ำธารลอดใหญ่
ถ้ำธารลอดใหญ่
ถ้ำธารลอดใหญ่
นอกจากนี้แล้ว ถ้ำธารลอดใหญ่ยังเป็นสถานที่ที่ใช้ในการถ่ายทำภาพยนตร์เรื่อง 5 แพร่งอีกด้วย แหม ในฐานะที่เป็นคนรักหนัง การไปเยี่ยมชมสถานที่ที่ใช้ถ่ายทำหนังกันบ้างช่วยสร้างบรรยากาศในการชมได้ดีเลยนะ
ระหว่างทางกลับหันไปเห็น รูปปั้นฤาษี (ป๋าบอกว่าเป็น ฤาษี) วางอยู่ในซอกหินเลยยกมือไหว้ ก่อนเดินทางต่อไปยังจุดหมายในการพักแรมของพวกเราในคืนนี้ "อช.เฉลิมรัตนโกสินทร์-ถ้ำธารลอด"

อช.เฉลิมรัตนโกสินทร์
อุทยาน แห่งชาติเฉลิมรัตนโกสินทร์
อุทยาน แห่งชาติเฉลิมรัตนโกสินทร์ ตั้งอยู่ในท้องที่อำเภอศรีสวัสดิ์ จังหวัดกาญจนบุรี เป็นอุทยานแห่งชาติที่มีเนื้อที่ไม่มาก แต่มีสภาพป่าอุดมสมบูรณ์ มีจุดเด่นและธรรมชาติที่สวยงาม เช่น น้ำตก หน้าผา และถ้ำธารลอด ที่นับว่าเป็นสิ่งมหัศจรรย์ที่เกิดจากการยุบตัวของหินปูน ประกอบกับการกัดเซาะของน้ำทำให้เขาหินปูนกลายเป็นสะพานธรรมชาติขนาดมหึมา และมีหลักฐานแสดงถึงด้านประวัติ-ศาสตร์เป็นทางเดินทัพของพม่าและกองทัพ ญี่ปุ่น ในอดีตพื้นที่ของอุทยานได้ใช้เป็นเส้นทางในการรบ พุ่งกันระหว่างกองทัพไทยกับกองทัพพม่า ซึ่งมีหลักฐานปรากฏ เช่น ซากอาวุธโบราณ โครงกระดูกและเครื่องรางของขลังต่างๆ และพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชได้เคยประทับในสมัยที่มีการรบทัพ จับศึกกับพม่าในเขตจังหวัดกาญจนบุรีอยู่บ่อยครั้ง
เพียงแค่รถขับเข้าสู่อาณาเขตของ อช. ก็ทำเอาขนลุกแล้ว บรรยากาศของ อช.ยามพระอาทิตย์ตกดินสร้างขวัญผวาได้ดีทีเดียว โดยเฉพาะเมื่อพวกเราเข้ามาถึงในช่วงที่เจ้าหน้าที่ประจำป้อมต่างๆ ไม่อยู่ในสถานที่ที่ควรจะอยู่ บางคนเดินไปเปิดไฟ บางป้อมไม่มีคน บรรยากาศวังเวงแบบนี้กับการขับรถมาไม่เจอคนที่ควรจะเจอแบบนี้ทำเอาใจคอไม่ดีจริงๆ
ในที่สุดพวกเราก็ขับรถทะลุเข้าไปถึงที่ทำการ อช. ในตอน 6 โมงเย็นพอดี พบเจ้าหน้าที่กำลังเชิญธงชาติลงพอดี เลยติดต่อบ้านพัก แต่แล้ว ดาริ ก็ทำเอาใจเต้นแรงอีกครั้งเมื่อดาริฯ หาใบจองบ้านพักไม่เจอแต่สุดท้ายก็หาใบจองเจอ เจ้าหน้าที่บอกว่าเดี๋ยวจะพาไปที่บ้านพัก แล้วก็ขี่มอร์เตอร์ไซด์มาหยุดรอพวกเราก่อนนำทางไปยังบ้านพัก
เนื่องจากพวกเรามากันเย็นมากๆ และร้านค้าของ อช ปิดหมดแล้ว เจ้าหน้าที่แนะนำว่าให้ไปกินข้างที่ อ.หนองปรือ (ถ้าจำชื่อไม่ผิด แหะๆ) พอขนของเข้าบ้านพักเสร็จก็รีบออกไปหาข้าวกิน พวกเราโชคดีที่เจอร้านก่อนถึงอำเภอ ชื่อร้าน "น้องออม" ร้านอยู่ข้างป้อมตำรวจก่อนถึงตัว อ.หนองปรือประมาณ 3-4 กิโเมตร อาหารที่ร้านนี้อร่อยมาก ไข่เจียวเป็นไข่เจียว ต้มยำเป็นต้มยำ กับข้าวทุกอย่างที่สั่งมาหมดเกลี้ยงไม่มีเหลือ เมื่อกินข้าวเสร็จก็กลับเข้าบ้านพักที่ อช.
ช่วงค่ำของวันนี้มีวาระสำคัญว่าด้วยการเดินทางวันนี้ว่าแต่ละคนรู้สึกยังไงกัน
- ป๋าในฐานะคนขับรถ รู้สึกว่าเส้นทางมันแปลกๆ เพราะจากหนังสือที่มีมันบอกว่าเส้นทาง OffRoad ควรจะหมดตั้งแต่วัดถ้ำองจุ แต่มันไม่หมด น้ำมันที่คิดว่าจะพอมันก็ไม่รู้ว่าจะพอหรือเปล่าเพราะเส้นทางมันไม่เหมือนที่ข้อมูลบอก
- พี่ไอค์ในฐานะผู้ช่วย(มองทาง)พลขับบอกว่ามันแปลกๆ (อีกแล้ว) พยายามมองทางตลอดว่าพวกเราพลาดเส้นทางเลี้ยวผิดตรงไหน
- ดาริในฐานะผู้เฝ้าหลักกิโลบอกว่า เฝ้าดูและลุ้นตลอด ขนาดพี่จุ๋มชวนกินข้าวหลามยังตอบว่า กินไม่ลงเลย
โดยรวมการเดินทางของพวกเราในวันนี้ค่อนข้างที่จะขับรถไปบนเส้นทางเรียบถนนดีๆ แต่หัวใจเต้นระทึกตลอดเส้นทางไม่เว้นแม้แต่ตอนเข้าอุทยานมาติดต่อที่พัก แม้แต่เวลานอนยังคงความระทึกขวัญอีกเช่นเคย (หุหุ)
22 พฤศจิกายน 2552

บ้านพักใน อช.เฉลิมรัตนโกสินทร์
เช้านี้ตื่นมารับอากาศที่บริสุทธิ์ภายใน อช. หลังจากอาบน้ำแต่งตัวเสร็จก็ออกมากินกาแฟที่พี่จุ๋มเตรียมไว้ให้ (อีกแล้ว ขาดพี่จุ๋มสงสัยได้ลงแดงเพราะขาดกาแฟแน่ๆ) พอออกมานั่งหน้าบ้านจึงเห็นว่าอีกฝั่งของถนนเยื้องบ้านพักไปหน่อยมีต้นตะเคียนทองแถมผูกผ้าสีๆ ไว้ด้วย ถ้าเห็นตั้งแต่เมื่อคืนสงสัยคงหลอนน่าดู สิ่งที่สร้างความประทับใจก็คือ ตอน 8.00 น. ที่ อช. จะตีระฆัง 8 ครั้ง แก๊ง แก๊ง แก๊ง แก๊ง แก๊ง แก๊ง แก๊ง แก๊ง พอครบครั้งที่แปดลมก็พัดยอดไม้ทำให้ใบไม้ร่วงลงมาบนถนน สวยมากๆ บรรยากาศดีสุดๆ
พอทุกคนตื่นขึ้นมาพร้อมจะเริ่มต้นวันใหม่ก็ต่างคนต่างเล่าเรื่องนู้นเรื่องนี้ และมีเรื่องที่สร้างความสยองขวัญให้กับทุกคนติดตามอ่านได้ใน สั่นประสาทกับปุปปับทัวร์-ทริปถ้ำธารลอด นะคะ ช่วงเช้าวันนี้เรามีโปรแกรมจะเดินถ้ำธารลอดน้อยไปจนถึงน้ำตกไตรตรึงษ์ แล้วดูเวลากันอีกทีว่าพอมีเวลาเหลือไป อช.พุเตยหรือเปล่า ถ้าไม่มีค่อยวางแผนกันอีกทีว่าจะไปที่ไหนกันต่อ
เดินเท้าเข้าถ้ำธารลอดน้อย-น้ำตกไตรตรึงษ์

ถ้ำธารลอดน้อย
ถ้ำธารลอดน้อย
อยู่ห่างจากที่ทำการอุทยานแห่งชาติ 100 เมตร ตัวถ้ำจะมีความยาวประมาณ 300 เมตร ปากถ้ำกว้างประมาณ 25 เมตร สูงประมาณ 10 เมตร มีธารน้ำไหลลอดใต้ถ้ำ ทำให้บรรยากาศร่มรื่นเย็นสบาย อุทยานแห่งชาติได้จัดทำระบบไฟฟ้าสำหรับส่องสว่างและทางเดินลัดเลาะไปตาม ลำห้วยในถ้ำ ภายในถ้ำมีหินงอกหินย้อยปรากฏเป็นรูปต่างๆ ยามเมื่อกระทบกับแสงไฟจะส่องประกายระยิบระยับงามจับตามาก โดยเฉพาะบริเวณกลางโถงถ้ำ ผนังถ้ำด้านขวามือเป็นหินปูนฉาบลักษณะคล้ายน้ำตก สวยงามมาก ภายในถ้ำยังมี “หมาน้ำ” หรือเขียดว้าก ซึ่งส่งเสียงร้องคล้ายสุนัข เมื่อเดินทะลุถ้ำธารลอดน้อยแล้ว จะพบกับสภาพป่าที่ร่มรื่น และมีทางเดินต่อไปถ้ำธารลอดใหญ่ ซึ่งมีระยะทางอีกประมาณ 2,200 เมตร

ในรูปจะเห็นว่าทุกคนทำมือเป็นวงกลมดวงๆอยู่ข้างๆต้น สมพงษ์ (ดวงสมพงษ์)

เส้นทางสู่น้ำตกไตรตรึงษ์
น้ำตกไตรตรึงษ์อุทยานแห่งชาติเฉลิมรัตนโกสินทร์
อยู่ห่างจากที่ทำการอุทยานแห่งชาติประมาณ 1.5 กิโลเมตร ตามเส้นทางเดินสู่ถ้ำธารลอดใหญ่ซึ่งจะผ่านป่าดิบแล้ง ป่าเบญจพรรณ และป่าไผ่ ไปจนถึงน้ำตกไตรตรึงษ์ซึ่งมีอยู่ด้วยกัน 3 ชั้น จากน้ำตกชั้นล่างต้องเดินไต่ลัดเลาะไปตามหน้าผาริมน้ำตกจนถึงชั้นบนสุด

น้ำตกไตรตรึงษ์
ระยะทางจากถ้ำธารลอดน้อยไปยังน้ำตกไตรตรึงษ์เปลี่ยนแปลงไปมากจากเมื่อ 5 ปีก่อนที่พวกเรามากัน อาจจะเป็นเพราะคราวก่อนที่เรามานั้นพื้นที่บริเวณนี้เพิ่งถูกไฟป่าไปไม่นานทำให้เราได้พบเพียงร่องรอยของความเสียหายที่ยังคงเหลืออยู่ แต่มาในคราวนี้เราได้พบบกับธรรมชาติที่รักษาตัวเองให้สวยงามอีกครั้ง เส้นทางธรรมชาติสายนี้ที่จะเดินไปสู่ถ้ำธารลอดใหญ่เป็นเส้นทางที่สวยงามมากค่ะ พี่ไอค์บอกว่าเส้นทางนี้มีความยากอยู่ในระดับเดียวกับภูกระดึง แต่เราว่าเส้นทางสายนี้สวยงามกว่ามากค่ะ อาจจะเป็นเพราะความนิยมในการมาที่นี้น้อยก็เลยยังคงไว้ซึ่งธรรมชาติที่สมบูรณ์กว่าก็เป็นได้



ถ้ำธารลอด-น้ำตกไตรตรึงษ์
เมื่อถึงจุดหมายน้ำตกไตรตรึงษ์จุดหมายของเราในการเดินครั้งนี้ ก็ถ่ายรูปเป็นที่ระลึก จากนั้นเราก็เดินกลับโดยแวะกินข้าวเที่ยงกันที่ร้านค้าใน อช. ค่ะ ขอบอกว่าส้มตำที่นี่เด็ดสุดๆ มา 3 ครั้งส้มตำอร่อยทุกครั้ง กินข้าวเสร็จก็เริ่มกางแผนที่วางแผนเดินทางกันอีกครั้ง จากเวลาที่เรามีวันนี้เราคงไป อช.พุเตย ที่คิดไว้เมื่อคืนนี้ไม่ได้ ป๋าเลยเปลี่ยนแผนด้วยการชวนไปวัดเขาดีสลัก จ.สุพรรณบุรี แทน ป๋าบอกว่าเคยเห็นภาพแล้วสวยมาก พวกเราทุกคนก็เลยตกลงไป (ใจง่ายกันสุดๆ ชวนไปไหนก็ได้)

ต้นมะแฟน
อช.เฉลิมรัตนโกสินทร์
จาก อช.เฉลิมรัตนโกสินทร์ เราจะไปเส้นทางที่ผ่าน อ.หนองปรือ อ.เลาขวัญ จ.กาญจนบุรี แล้วถึงเข้าสุพรรณบุรีที่ อ.อู่ทอง โดยจะผ่าน บ้านโข้ง ของบุญชู ด้วย
คลิกที่ภาพเพื่อดูภาพแผนที่ขนาดใหญ่
เส้นทางการเดินทางจาก อช.เฉลิมรัตนโกสินทร์ ไป วัดเขาดีสลัก
นมัสการรอยพระพุทธบาทที่วัดเขาดีสลัก
วัดเขาดีสลัก
ตั้งอยู่ที่เขาดีสลัก ตำบลดอนคา อำเภออู่ทอง เป็นวัดเก่าแก่มีพระพุทธบาทที่สำคัญอยู่ 2 องค์ องค์หนึ่งอยู่ด้านล่างเป็นพระพุทธบาทโลหะทอง เหลือง เป็นศิลปะรัตนโกสินทร ์ สภาพสมบูรณ์ ลวดลายต่างๆ ตลอดจนมงคล 108 ชัดเจน งดงามขนาดกว้าง 63 เซนติเมตร ยาว 123 เซนติเมตร สันนิษฐานว่ามีอายุราว 40-100 ปี องค์ที่สอง พระพุทธบาทหินชนวนสีน้ำเงินปนดำ อยู่บนยอดเขาสูงประมาณ 320 เมตรประดิษฐาน อยู่ในมณฑป ขนาดกว้าง 66 เซนติเมตร ยาว 142 เซนติเมตร หนา 55 เซนติเมตร เป็นศิลปะสมัย ทวารวดี อายุระหว่าง พ.ศ. 1100-1600 มีมงคล 108 ครบถ้วน สมบูรณ์ทุกประเภท ลวดลายสวยงาม เป็นรอยพระบาทข้างซ้ายรอยพระพุทธบาทองค์นี้นับ เป็นสิ่งที่มีคุณค่าทาง ด้านประวัติศาสตร์และโบราณ คดีอย่างมหาศาลที่เดียว

บริเวณด้านล่างของวัดเขาดีสลัก
เมื่อไปถึงบริเวณด้านล่างของวัด แล้วจะมองเห็นบันไดทอดตัวสูงขึ้นไปข้างบน ตอนแรกคิดว่า พอหมดบันไดช่วงนี้ก็คงจะถึงบริเวณด้านบนของวัดที่อยู่บนเขา แต่พอเดินขึ้นไปจนถึงกลับมองเห็นบันไดทอดยาวขึ้นไปเรื่อยๆ พอถามช่างที่กำลังทำถนนตรงนั้นก็ได้ความว่าสามารถเอารถขึ้นไปได้ เฮ้อ!!! ลางบอกมาตั้งแต่วันแรกแล้วว่าทริปนี้จะได้กินหญ้า พอป๋ารู้ว่าถนนขึ้นไปได้ก็เลยเดินลงไปขับรถและรับพี่จุ๋มกับพี่ไอค์ขึ้นมาพร้อมกัน

ทางขึ้นเขา
ระหว่างที่รอป๋าก็เลยชวนพี่เป๋าเดินขึ้นไปเรื่อยๆ ระหว่างรอ (นั่นตัวเองจะกินคนเดียวไม่พอยังชวนพี่เป๋ากินเป็นเพื่อนอีก ฮา..)
พี่เป๋าก็ตอบว่า "เหรอ" แล้วก็เดินขึ้นไปด้วยกัน (นั่น แทนที่จะห้ามดันสนับสนุนการกินอีก -*-)
ระหว่างทางที่เดินขึ้นไปเจอศาลาที่พักตอนแรกกะว่าจะไปนั่งพักเอาแรง แต่ปรากฎว่ามีวัยรุ่นชายหญิงคู่หนึ่งมานั่งคุยกันอยู่ตรงศาลา คือ คุณพี่ไม่สามารถนะคะว่าคุณน้องสองคนมานั่งทำอะไรตรงนี้ จิตพี่อาจจะคิดอกุศลเกินไปก็เป็นได้ แต่ สถานที่แบบนี้เขาเรียกว่าวัดนะคะคุณน้อง..วัด และวัดเนี่ยไม่ใช่สถานที่จะมานั่งคุยกันแบบนี้นะคะ
เรายังคงเดินต่อไปเรื่อยๆ จนกระทั่งเห็นถนน!!! อ้าว ที่ช่างเขาบอกว่ารถขึ้นได้เนี่ย ขึ้นมาถึงข้างบนนี้เลยเหรอ เฮ้อ!! พอดีกับที่ ดาริ กับ มีมี่ ซึ่งเดินขึ้นมาก่อนแล้วเดินกลับลงมา พร้อมกับหัวเราะพร้อมๆ กันว่าเดินขึ้นมากันทำไม ขับรถขึ้นได้

วัดเขาดีสลัก

ภาพหมู่ เบื้องหน้า-เบื้องหลัง
ไหว้พระทำบุญกันเรียบร้อยก็ถ่ายรูปเป็นที่ระลึก ก่อนกลับก็เอากล้วยที่ซื้อมาให้นกยูงกิน นกยูงที่นี่เชื่องมาก เรียกให้มาก็เดินมาหา สงสัยจะคุ้นเคยกับคนเอามากๆ


นกยูง-วัดเขาดีสลัก
บรรยากาศบอกเขาดีสลักดีมาก ทิวทัศน์ที่เห็นดูๆ ไปแล้วเหมือนกับบรรยากาศทางแม่ฮ่องสอนเลย อากาศก็ดี ไม่น่าเชื่อว่า จะมีสถานที่สวยขนาดนี้อยู่ใกล้กรุงเทพฯ นิดเดียว หลังจากชื่นชมบรรยากาศที่สวยงามสักพักใหญ่ก็ได้เวลาเดินทางอีกครั้ง โดยดูเวลาแล้วยังมีเวลาเหลือเลยแวะไปดูตลาดเก้าห้องก่อนกลับค่ะ

ตลาดเก้าห้อง
ปีนหอดูโจรที่ตลาดเก้าห้อง
คำว่า "เก้าห้อง" นำมาจากชื่อบ้านเก้าห้อง ซึ่งเป็นบ้านของขุนกำแหงฤทธิ์ ตั้งอยู่ริมน้ำ ข้างวัดลานคา และอยู่ตรงข้ามตลาดเก้าห้อง เป็นบ้านเรือนไทย ฝาประกัน ใต้ถุนสูง ภายในบ้านแบ่งออกเป็น 9 ห้อง มีศาลปู่ศาลย่าเป็นที่เคารพบูชา
ตลาดเก้าห้อง เป็นชุมชนร้านตลาด อยู่ฝั่งตรงข้ามบ้านเก้าห้อง ตลาดนี้เคยคึกคักอยู่ เมื่อเจ็ดสิบแปดปีก่อน โดยมีบทบาท เป็นศูนย์กลางการค้าขายของชาวบ้าน ในทุ่งฟากตะวันตกของบางปลาม้า ทั้งยังเป็นทางผ่านของเรือเมล์โดยสาร ระหว่างสุพรรณ-งิ้วราย
(ข้อมูลตลาดเก้าห้องจาก : http://www.yourhealthyguide.com/travel/tc-9-rooms.html)

หอดูโจร-ตลาดเก้าห้อง
หอดูโจร เป็นหอก่ออิฐถือปูน กว้าง 3x3 เมตร สูงราวตึก 4 ชั้น มีบันไดขึ้น 4 ชั้น ชั้นบนเป็นดาดฟ้า แต่ละชั้นฝาผนังจะมีรูโต ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 3 นิ้ว เมื่อเราขึ้นไปบนยอดสุด จะมองเห็นทัศนียภาพ ทั้งทางน้ำและทางบก ตลอดจนตลาดเก้าห้องได้หมด

หอดูโจร-ตลาดเก้าห้อง
เมื่อปีนขึ้นไปบนหอดูโจรก็ทำให้เกิดข้อสงสัยว่า มีหอแล้วจะกันโจรได้ยังไง ซึ่งป๋าก็ตอบมาว่าก็จะใช้ปืนยิงโจรก่อนที่โจรจะมาปล้นตลาดไง แต่ก็ยังสงสัยอยู่ว่า แล้วจะรู้ได้ไงว่าใครเป็นโจร แล้วจะยิงยังไงทัน แล้วจะป้องกันการโดนปล้นได้ยังไง

ตลาดเก้าห้อง
บรรยากาศที่ตลาดก็น่ารักดีค่ะ พ่อค้าแม่ค้าทุกคนอัธยาศรัยดีมาก ทักทายพูดคุยด้วยตลอดเวลา แถมยังให้ข้อมูลต่างๆ เกี่ยวกับตลาดเก้าห้องอีกด้วย เห็นบรรยากาศแบบนี้แล้วทำให้คิดว่าหากสถานที่ท่องเที่ยวอื่นๆ สามารถทำได้แบบนี้คงจะส่งเสริมการท่องเที่ยวได้ดีทีเดียว (มาม๊ะ มาปรบมือให้กำลังชาวตลาดเก้าห้องกันหน่อย)
ออกจากตลาดเก้าห้องก็มุ่งหน้าเข้า กทม โดยมื้อเย็นวันนี้พี่จุ๋มบอกว่าจะเลี้ยงหมูกะทะ เย้.....จบทริปด้วยของกินอีกแล้ว
ขอบคุณเพื่อนร่วมทริปทุกๆ คนค่ะ ทริปนี้สวย-ระทึกขวัญ-สั่นประสาทได้ดีจริงๆ สมกับที่พวกพี่ต้องการ โชคดีนะเนี่ยไม่ต้องนอนในห้องคนเดียวอย่างที่พี่ไอค์ขู่ไว้เมื่อทริปที่แล้ว
ขอบคุณภาพสวยๆ จากพี่จันทร์เจ้าเอ๋ยและพี่มารีโน ค่ะ
เก็บตก
Before & After








น้ำมันจะหมด.....
แก้ไขล่าสุด (พุธ, 04 สิงหาคม 2010 01:05)













คอมเมนต์
ภาพสวยมากๆ เลย ทริปนี้
ติดตามคอมเมนต์นี้ในรูปแบบ RSS feeds